วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

25 วิธี....หนีพ้นจากความอ้วน

 ความอ้วนเป็น เรื่องใหญ่สำหรับสาวๆ แต่เมื่อต้องเผชิญกับมัน เราก็ต้องรีบขจัดเจ้าไขมันเหล่านี้ออกไป วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ที่ช่วยให้สาวๆ หนีไกลจากความอ้วนมาฝากกันค่ะ



1.การตั้งเป้าหมายสำหรับตัวคุณเองเป็นสิ่งแรกที่คุณต้องทำ และอย่าลืมว่าการลดน้ำหนักต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าเพิ่งยอมแพ้

2.ลองสังเกตดูความแตกต่างของท่าทางการรับประทานอาหาร และระยะเวลาของคนรูปร่างดีกับคนอ้วน

3.ชั่งน้ำหนักบ่อยๆ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีแต่จะยิ่งทำให้หมดกำลังใจ

4.ลองถ่ายรูปก่อนเริ่มลดน้ำหนักแล้วตั้งใจทำตามที่คิดไว้ เห็นผลแตกต่างที่น่าพอใจอย่างแน่นอน

5.พยายามหากิจกรรมอื่นที่คุณสนใจมาทำ เพื่อจะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอาหาร ไม่เชื่อลองสังเกตดูสิค่ะว่า ถ้าเราได้ทำอะไรๆ ที่เราชอบเป็นเวลานานๆ เราลืมหิวไปเลยละ่ค่ะ

6.การรับประทานอาหารร่วมกันกับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว ควรตักอาหารไว้ในจานแต่พออิ่ม และไม่รับประทานเพิ่มอีก

7.อย่ากังวลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้มากเกินไปจนเครียด
การลดน้ำหนักต้องใช้เวลาไม่ใช่ทำได้ภายใน 1-2 วัน ขั้นต่ำ ก็เป็นเดือน

8.การตั้งข้อห้ามไม่ให้ตัวเองรับประทานอาหารอย่างนั้นอย่างนี้ซะมากมาย
ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง "ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ"

9.อย่าทำกิจกรรมอื่นร่วมกับการรับประทานอาหาร
เช่น ดูโทรทัศน์ร่วมกับการรับประทานอาหาร เพราะคุณจะรับประทานเพลินอย่างไม่รู้ตัว

10.ลองหากิจกรรมที่สามารถทำร่วมกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน
ที่น่าสนใจกว่าการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว เช่น การไปเที่ยวต่างจังหวัด ดูแลบ้าน ตกแต่งบ้าน

11.ถ้าตรงหน้าคุณไม่มีอาหารวางอยู่ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องทำให้คุณคิดถึงมัน
คุณจงคิดเสมอว่าเรามีอะไรอย่างอื่นต้องทำอีกมากมายมากกว่าการกิน

12.รับประทานอาหารตามมื้อ อย่ากินจุบกินจิบตามใจตัวเอง เพราะนั้นจะนำมาซึ่งความอ้วน

13.เคี้ยวอาหารช้าๆ ให้ละเอียด คุณจะใส่ใจกับสิ่งที่รับประทานเข้าไปมากขึ้น

14.อย่าคิดอดอาหารมื้อใด เพราะมื้อต่อไปคุณจะรับประทานมากกว่าที่ควร (ข้อนี้สาวๆหลายคนมักเข้าใจผิดว่า การอดอาหารเเล้วจะผอม แต่หารู้ไม่ว่ามันการคิดที่ผิดอย่างมาก)

15.จำกัดสถานที่รับประทานอาหารไว้ที่โต๊ะอาหารเท่านั้น  อย่า พยามวางไว้หลายจุดเพราะคิดว่ามันจะสะดวกเวลาคุณจะรับประทาน แต่นั้นจะเป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ดีแก่คุณเอง เนื่องจากคุณสามารถหยิบทานตรงไหนก็ได้ แทนที่จะเดินไปกินที่โต๊ะ

16.ลองนำกระจกมาตั้งไว้ตรงหน้า แล้วสังเกตดูว่า คุณกำลังแข่งรับประทานอาหารกับใครอยู่หรือเปล่า?

17.แปรงฟันทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จ เพื่อกำจัดความอยากรับประทานอาหารอีก

18.ซื้อของขวัญเป็นรางวัลในการลดน้ำหนักให้กับตัวเอง คุณจะได้รู้สึกว่าได้ให้อะไรกับตัวเองบ้าง เช่น ชุดใหม่สำหรับหุ่นที่ดูดีขึ้นกว่าเดิม

19.ถ้าต้องไปร่วมงานสังสรรค์ใดๆ ขอแนะนำให้คุณรับประทานอาหารไปก่อน และพยายามรับประทานอาหารในงานเลี้ยงให้น้อยที่สุด

20.การไปซื้ออาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตควรเขียนรายการของที่จะซื้อไว้ก่อนและเลือกซื้อตามรายการเท่านั้น และขอย้ำว่าห้ามซื้อเกินจากรายการที่คุณจดไว้ เพราะแน่นอนว่าขอที่คุณจะเลือกเกินมานั้นแหละ คือ อาหารที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณอ้วน

21.หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่จะทำให้ต้องเจอกับอาหารมากมาย เพราะคุณจะห้ามใจไม่อยู่

22.ในแต่ละมื้อที่รับประทานคุณควรตักอาหารแต่พออิ่มเท่านั้น ถ้าคุณจะกินต่อจนแน่นเพราะ อาหารอร่อย หรือเสียดายของ ก็คงรู้ใช่ไหมค่ะถึงผลที่จะตามมา

23.อย่าได้ไปเลือกซื้ออาหารเวลาที่คุณหิว เพราะเวลาคนหิยเห็นอะไรก็อยากทานไปหมด แล้วถ้าคุณซื้อมาเยอะคุณเสียดาย คุณก็จะทานมันไปให้หมดและคุณก็จะอ้วน

24.หาเหตุผลในการลดน้ำหนักให้กับตัวเองและระลึกไว้เสมอ ขณะลดน้ำหนัก นี่เป็นวิธีการให้กำลังใจที่ดีวิธีหนึ่ง เผื่อเวลาที่คุณกำลังจะหมดความอดทนต่ออาหารตรงหน้า

25. ข้อสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายทำให้คุณรู้สึกสดชื่น และลดความอยากอาหารไปได้มากทีเดียว

อย่าลืมนะค่ะ การออกกำลังและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพของเรานะค่ะ สาวๆ ห้ามละเลยเป็นอันขาด....

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก สนุกดอทคอม

เทคนิคดูแลผิวเสีย หลังไดเอ็ท

ผิวหนังแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ ชั้น หนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ ซึ่งมีเส้นใยอีลาสติน คอลลาเจน ที่ช่วยเพิ่มความยืดหนุ่นและความกระชับให้แก่ผิว และชั้นสุดท้ายคือชั้นใต้ผิวหนังซึ่งมีไขมันเป็นส่วนประกอบอยู่ เมื่อมีน้ำหนักตัวมากขึ้น เซลล์ไขมันในชั้นใต้ผิวหนังจะยืดขยาย ทำให้เส้นใยอีลาสตินในชั้นหนังแท้ต้องขยายตาม และหากอ้วนนานเส้นใยอีลาสตินก็จะยืดตัวถาวร ส่วนคอลลาเจนจะเรียง ตัวผิดปกติจากเดิมทำให้เกิดรอยแตกลาย ด้วยเหตุนี้หากคุณลดน้ำหนักมากๆ ในระยะเวลาอันสั้น คือ เกินกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ อาจทำให้เกิดผิวหย่อนคล้อย เพราะผิวที่เคยยืดขยายหดตัวอย่างรวดเร็ว


หลัง ลดน้ำหนักผิวของคุณจะหย่อนคล้อยมากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว ที่ลดลงและอายุด้วย ในกรณีที่คุณยังอายุน้อยและลดน้ำหนักตัวมาก ผิวของคุณอาจหย่อนคล้อย แต่จะน้อยกว่าและฟื้นฟูสภาพผิวได้เร็วกว่าคนที่อายุมาก เพราะอายุที่มากขึ้นเป็นตัวแปรของปริมาณเส้นใยอีลาสตินและคอลลาเจนของผิว หนังที่น้อยลงเรื่อยๆ

ผอมแบบไม่ทำร้ายผิว
ปัจจุบันมีวิธีการลดความอ้วนที่นิยมทำและส่งผลเสียต่อผิว เช่น กินยาลดความอ้วน การอดอาหาร และการตบสลายไขมัน การอด อาหารทำให้ระบบร่างกายเสียสมดุล เพราะไปลดปริมาณน้ำตาลในเลือดลง ส่วนการตบสลายไขมันที่ใช้ครีมและความร้อนจะมีผลต่อปริมาณน้ำในผิว ทำให้ผิวแห้ง เหี่ยว
และในความเป็นจริงไขมันอยู่ลึกมาก การตบสลายไขมันนั้นนอกจากจะไม่สามารถกำจัดไขมันได้แล้ว ยังส่งผลให้ผิวชั้นหนังแท้และหนังกำพร้าช้ำอีกด้วย

การลดความอ้วนที่ไม่ส่งผลเสียต่อผิวนั้น น้ำหนักตัวจะต้องลดลงไม่เกิน 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ และลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี คือ ลดน้ำหนักโดยการเผาผลาญไขมันในชั้นผิวหนัง ไม่ใช่การลดน้ำหรืออาหารซึ่งอย่างหลังจะกระทบต่อปริมาณน้ำตาลภายในเลือดด้วย

วิธีการลดน้ำหนักที่ดีที่สุด คือ การ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ งดแป้ง ไขมัน และออกกำลังกายร่วมด้วย โดยเฉพาะแอโรบิก วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เพราะการออกกำลังกายเหล่านี้ช่วยให้เผาผลาญไขมันใต้ผิวหนังทั่วร่างกาย ส่วนการออกกำลังกายเฉพาะส่วนนั้นจะไปช่วยเผาผลาญไขมันในกล้ามเนื้อ

วิธีแก้ "หย่อน ยาน ย้วย"
การฟื้นฟูผิวให้กลับกระชับดังเดิมจะได้ผลแค่ไหนขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ คุณปล่อย ให้ผิวเสียด้วย ตัวอย่างเช่น ผิวเปลือกส้มหรือเซลลูไลท์ที่เกิดจากการหดตัวอย่างรวดเร็วของผิวหนัง หากทิ้งไว้นานเกินไปก็อาจหมดสิทธิ์รักษา ถ้าเป็นระยะเริ่มต้น


แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายประเภทแอโรบิก เพื่อกระตุ้นการเผาผลาญไขมันใต้ผิวหนัง และเลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี อี โคเอนไซม์คิวเทน และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรง ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ผิวหนังชุ่มชื้นมีความยืดหยุ่นดีขึ้น ช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดดี และลดปัญหาเซลลูไลท์ได้

หากผิวยากจะฟื้นฟูและทำแล้วไม่เห็นผลอาจต้องใช้เครื่องมือทางการ แพทย์ที่รักษา ได้ลึกถึงชั้นไขมัน โดยใช้ความร้อนไปจัดการก้อนไขมันให้แตกตัว เช่น ทำเลเซอร์ การใช้คลื่นความถี่วิทยุแบบขั้วเดียว ส่วนการทำคาร์บ็อกซี่จะช่วยในเรื่องเซลลูไลต์

โดยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้าไปใต้ผิวหนังจะจับตัวกับน้ำเกิดเป็นกรดคาร์บอนิ กที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดเซลลูไลต์ แต่ต้องทำหลายครั้งจึงจะเห็นผล
นอก จากการกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบำรุงผิวแล้ว อาจจะหยิบจับผลไม้ใกล้มือ อย่าง ส้มเขียวหวานและองุ่น มาเพิ่มความกระชับให้ผิว

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก Health & Cuisine
ขอบคุณภาพและข้อมูลประกอบ : Photos.com

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

วิธีพอกหน้าให้สวยใส...ด้วยน้ำผึ้ง

ผิวหน้าสวยใสเป็นอีกหนึ่งความต้องการของสาวๆ ทุกคน แต่การมีผิวหน้าที่สวยใสอย่างที่ต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิดถ้าจะ ว่าไปแล้วอะนะ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของสาวๆ หรอกจริงไหมหล่ะค่ะ เพราะถ้าเพื่อความสวยความงามแล้ว ไม่ว่าเรื่องนั้นนจะแลดูยากเย็นสักแค่ไหน จะลำบากอย่างไรก็ไม่ใช่อุปสรรค์ของสาวๆ อยู่แล้ว และเมื่อเราได้พูดถึงการมีผิวหน้าสวยใสแล้วหล่ะก็ วันนี้เราก็มีเคล็ดลับวิธีดีที่จะช่วยให้สาวๆ มีผิวหน้าสวยใสมาฝากกันค่ะ และเคล็ดลับของเราในวันนี้นั่นก็คือ แถ่น..แทน..แท้น วิธีพอกหน้าให้สวยใส...ด้วยน้ำผึ้ง นั้นเองค่ะ ไม่อยากเชื่อเลยใช่ไหมหล่ะค่ะว่าน้ำผึ้งที่เรารู้จักกันเนี๊ยจะมีประโยชน์ พิเศษสำหรับสาวๆ ด้วย งั้นเอาเป็นว่าตอนนี้นะค่ะเราพาสาวๆ ไปดูเคล็ดลับ วิธีพอกหน้าให้สวยใส...ด้วยน้ำผึ้ง กันเลยดีกว่านะค่ะว่ามีวิธีอย่างไร เชื่อว่า วิธีพอกหน้าให้สวยใส ที่เราได้นำมาฝากสาวๆ ในวันนี้คงจะทำให้สาวๆ ฟินไปกับการมีผิวหน้าสวยใสได้อย่างแน่นอนค่ะ




แนะนำวิธีพอกหน้าให้สวยใส

วิธีพอกหน้า: ล้างหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งแล้วใช้ปลายนิ้วแตะ น้ำผึ้ง ลูบไล้บนใบหน้าและลำคอเบาๆ สักครู่ แล้วนวดหน้าด้วย ปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาประมาณ 5 นาที จนน้ำผึ้งเหนียวนวดต่อไปไม่ได้แล้ว ก็ปล่อยทิ้ง ไว้ประมาณ 10-15 นาที ระหว่างนั้นให้นอนพัก ศีรษะอยู่ต่ำกว่าระดับปลายเท้า เพื่อให้เลือดไหล มาหล่อเลี้ยง ที่ใบหน้าและลำคอได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อครบเวลาแล้วก็ค่อยๆ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดน้ำผึ้งออกให้สะอาด เป็นอันเสร็จพิธี ด้วยสรรพคุณน้ำผึ้งไม่ผ่านความร้อนจะมีเอ็นไซน์ ซึ่งทำให้หน้าคุณชุ่มชื่นและนุ่มนวลขึ้น ดูอ่อนวัย สวยใส ไร้ริ้วรอย

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom

เคล็ดลับการปกปิดความไม่สดใสบนใบหน้า

ใบหน้าเป็นสิ่งแรกที่จะถูกสังเกตุเป็นจุดแรก เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าบนใบหน้ามีอะไรที่แบบว่าดูไม่ดีสาวๆ อย่างชะล่าใจนะค่ะ จะรีบจัดการอย่างด่วน จะปก จะปิด จะโบ๊ะ จะอะไรเอาให้ไว แต่ทุกอย่างนั้นแก้ได้ง่ายค่ะยกเว้นใบหน้าที่ดูไม่สดใส ปัญหานี้สิค่ะที่แก้ยากและยากเกินกว่าที่จะแก้ แต่นับจากวินาทีนี้ไปปัญหานี้จะหมดไปเพราะว่าวันนี้ทาง N3K มี เคล็ดลับการปกปิดความไม่สดใสบนใบหน้า มาแนะนำกันค่ะ เชื่อว่าถ้าพูดไปแบบนี้สาวๆ จำนวนไม่น้อยแน่ๆ ที่อยากจะรู้ว่า เคล็ดลับการปกปิดความไม่สดใสบนใบหน้า ที่เราบอกนี้จะเป็นอย่างไร งั้นก็เอาเป็นว่าเราไปดู ไปปฏิบัติตาม เคล็ดลับการปกปิดความไม่สดใสบนใบหน้า กันเลยดีกว่าจร้า พิสสูจน์ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง




เผย...เคล็ดลับการปกปิดความไม่สดใสบนใบหน้า

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีอณูแป้งกระจายแสง เพื่อเนรมิตผิวหน้าเปล่งปลั่งทันใจ แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีอณูแป้งกระจายแสง เช่น Shiseido The Skincare : Visible Minimize Serum ควบคู่กับ Moisturizer ในตอนเช้า เพราะอณูแป้งที่กระจายแสงนั้นจะช่วยอำพรางความไม่สดใสของผิวหน้าได้อย่างรวด เร็ว และทำให้รูขุมขนที่กว้างแลดูเล็กลงอีกด้วย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ Working Women ที่มีผิวเหนื่อยล้า

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom

วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

7 ตัวช่วยเพื่อ "ผิวสวยท้าแดด"

อากาศร้อนๆ แบบนี้เห็นทีผิวของเราจะเสียหายอย่างรุนแรงเป็นแน่แท้แล้ว ก็แหม่ๆ แดดแรงสะขนาดนี้แบบว่าไปยืนกลางแดดแล้วแสบผิวอะเคยไหมค่ะ อย่าว่าแต่ไปยืนเลยค่ะแค่เห็นแดดก็จะเป็นลมอยู่ละ แล้วถ้าเกิดว่าแดดมันจะรุนแรงขนาดนี้เห็นทีผิวสวยๆ ของเราที่สร้างมาจะต้องถูกทำร้ายอย่างเสียหายเป็นแน่แท้เลยค่ะ แล้วทีนี้จะทำอย่างไรกันหล่ะค่ะเนี๊ย เห้อ...ยังหาทางออกมิได้เลย ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะเพราะว่าวันนี้ทาง N3K นั้นได้นำเอา 7 ตัวช่วยเพื่อ "ผิวสวยท้าแดด" มาฝากกันค่ะ เพียงแค่คุณมี ของ 7 อย่างนี้รับรองว่าไม่ว่าแดดจะรุนแรงร้ายกาจแค่ไหนก็ไม่มีทางระคายเคืองผิว สวยๆ ของคุณได้อย่างแน่นอนค่ะ งั้นเอาเเป็นว่าเวลานี้พร้อมลุยแดดกันหรือยังค่ะ ถ้าพร้อมแล้วเตรียม 7 ตัวช่วยเพื่อ "ผิวสวยท้าแดด" ที่เราจะแนะนำนี้ให้ถ้าพร้อมแล้วไปมี ผิวสวยท้าแดด กันได้เลยจร้า


เคล็ดลับการมี ผิวสวยท้าแดด


1. ปกป้องผิวส่วนที่ถูกลืม
ทุกครั้งที่ทาครีมกันแดด ควรทาผิวให้ครบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณลำคอ หน้าอก แผ่นหลัง มือ และเท้า เพราะรังสียูวีสามารถทำร้ายผิวทั่วร่างกาย

2. ลิปบาล์มกันแดด
ผิวบอบบางบริเวณริมฝีปาก ควรปกป้องด้วยลิปบาล์ม หรือลิปมอยส์เจอไรซอร์ที่ผสมสารกันแดด SPF 15 ทำให้ชุ่มชื่น ไม่เกิดริ้วรอย และรอยคล้ำ

3. แว็กซ์ผิวทุกส่วนให้เนียน
เผยผิวเนียนในชุดว่ายน้ำ อย่าลืมแว็กซ์กำจัดขนไม่พึงประสงค์ เช่น แนวบิกินี ใต้วงแขน ขา เพื่อให้ผิวของคุณเปล่งปลั่งนวลเนียน จะได้โชว์อย่างมั่นใจ

4. พกผ้ากระดาษทิชชู
ควรเตรียมทิชชูหน้าสำหรับซับเหงื่อ เพราะหากปล่อยไว้อาจกลายเป็นคราบสีขาว และอุดตันบนรูขุมขนทำให้เกิดเป็นสิวในภายหลัง
 

5. เสื้อผ้าโปร่งระบายอากาศ
แฟชั่นชายหาด มักเป็นเสื้อผ้าที่บางเบา ใส่สบาย ที่สำคัญระบายความร้อนได้ดี เพราะในอากาศมีความชื้นสูง ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายท่ามกลางความร้อนรุ่มลงได้บ้าง

6. น้ำเย็นช่วยให้ผิวสดชื่น
ใส่น้ำเย็นในขวดสเปรย์สำหรับฉีดพรมผิวหน้าและผิวกายให้ชุ่มชื่น ความเย็นช่วยทำให้รูขุมขนหดตัว ลดอาการแสบร้อน และอาการจ้ำแดงที่ผิว

7. ทาเล็บสีสดโชว์เท้าสวย
ผิวเท้าที่บำรุงดูแลอย่างดี เมื่อทาเล็บสีสดจะทำให้ดูสะอาด โดดเด่น และดึงดูดสายตา เหมาะกับรองเท้าสานเก๋ๆ สักคู่

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom

การมีผิวสวยใส ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

การมีผิวสวยใส เป็นเรื่องที่หลายๆ คนนั้นต้องการแต่จะว่าไปแล้วนั้น การมีผิวสวยใส สำหรับหลายๆ คนนั้นก็เป็นเรื่องที่แบบว่ายุ่งยาก และวุ่นวายอย่างที่สุด ไอ้ที่บอกว่าวุ่นวายนั้นไม่ใช่อะไรหรอกนะค่ะ เคล็ดลับเยอะเกิ๊นน เคล็ดลับ การมีผิวสวยใส มีอยู่หลายร้อย หลายพันเคล็ดลับ แล้วแต่ละเคล็ดลับโอ้คุณพระ ต้องทำนู้น นี่ นั้น เอิ่มม วุ่นวายไปไหน ก็เลยทำให้สาวๆ ส่วนใหญ่นั้นคิดว่า การมีผิวสวยใส เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่จะบอกเลยว่านั้นเป็นความคิดของใครหลายๆ คนนั้นจึงกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก แต่ในวันนี้ทาง N3K จะมา เผยเคล็ดลับ "การมีผิวสวยใส" ที่นับจากนี้จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป อยากรู้กันหรือยังค่ะว่า เคล็ดลับ การมีผิวสวยใส ที่เราจะมาเผยนี้จะง่ายและได้ผลสักแค่ไหน อะงั้นเอาเป็นว่าถ้าอยากรู้แล้วก็อย่ามัวรอช้าอยู่เลยนะค่ะ เราไปดูเคล็ดลับ การมีผิวสวยใส สุดง่ายนี้กันเลยดีกว่าค่ะ ขอแอบกระซิบนิดนึงได้อะเป่าค่ะว่า สาวๆ จะฟินกับเคล็ดลับ การมีผิวสวยใส แบบสุดๆ เลยคร้า




 เผยเคล็ดลับ "การมีผิวสวยใส"  

- ครีมกันแดด ควรทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านให้ติดเป็นนิสัยนะจ๊ะ เพราะแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต ทำให้ผิวเราเสื่อมได้มากถึง 80%เชียวนะ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวขาวใสของเราเกิดริ้วรอย และเหยี่ยวย่นค่ะ

- ท่านอน การนอนของคนเราอย่างน้อยต้องใช้เวลาถึง 6-8 ชั่วโมงต่อวัน สำหรับคนที่ชอบนอนซุกหน้ากับหมอนจะทำให้ด้านที่ตะแคงเข้าหาหมอนเกิด ริ้วรอย มากกว่าอีกด้านนึงค่ะ เพราะฉะนั้นเราควรเปลี่ยนท่านอนมาเป็น ท่านอนหงายหรือเลือกใช้หมอนที่อ่อนนุ่ม และเลือกปลอกหมอนที่มีเนื้อผ้าลื่นๆ เช่น ผ้าซาติน เพื่อแก้ปัญหาตรงจุดนี้ และหน้าขาวใสของเราก็จะปราศจากริ้วรอยค่ะ
- อาหาร ผิวขาวใสมาจากอาหารที่ดี มีประโยชน์ ครบหมดหมู่นะจ๊ะ โดยเฉพาะวิตามินที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิว ได้แก่ วิตามินเอ ซี และอีค่ะ อย่างเช่น ผักสดและผลไม้สดค่ะ และเมื่อทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว อย่าลืมดื่นน้ำให้มากๆประมาณ 6-8แก้วต่อวันนะค่ะ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่น สดใสให้แก่ผิวค่ะ

- พักผ่อน ต้องรู้จักการพักผ่อนให้เพียงพอค่ะ เพราะผิวขาวใสของเรานั้นจะมีได้ ต้องเริ่มมาจากสุขภาพที่ดีนะจ๊ะ ถ้าเราสุขภาพดี แข็งแรง ผิวพรรณของเราก็จะสวย สดใสตามไปด้วยค่ะ

- ผ่อนคลาย
ความเครียดเป็นบ่อเกิดของใบหน้าหมองคล้ำ ริ้วรอย สิว และอื่นๆนะจ๊ะ เพราะฉะนั้น เราควรหาวิธีผ่อนคลายความเครียดบาง อย่างเช่น การนั่งสมาธิ การฟังเพลง เดินเล่น เป็นต้น ก็ช่วยลดความเครียดได้ค่ะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom

วันจันทร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2557

ระวัง! ไส้ติ่งอักเสบ ระหว่างท้อง



ระวัง! ไส้ติ่งอักเสบ ระหว่างท้อง (Mother&Care)

ถ้าเป็นไส้ติ่งอักเสบในภาวะปกติ อาจจะไม่ค่อยน่าห่วงนัก (ถ้าไม่ปล่อยจนเกิดอันตราย) รักษาโดยการผ่าตัด แต่ถ้าเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ ความยุ่งยากในการรักษาก็มากขึ้น คุณแม่จะมีวิธีสังเกตตัวเองอย่างไร และคุณหมอจะมีวิธีรักษาอย่างไร ไปติดตามกันเลยค่ะ

ไส้ติ่งอักเสบเกิดจากอะไร

ไส้ติ่ง จะอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีส่วนของลำไส้ยื่นออกมาเป็นติ่งเล็กๆ ขนาดเท่าๆ กับนิ้วมือของคนเราเท่านั้น ถ้าถามต่อว่า ไส้ติ่งมีหน้าที่อะไรในร่างกาย ในวงการแพทย์เองก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ ว่าทำหน้าที่อะไร แต่ที่รู้แน่นอนว่าสามารถสร้างปัญหาให้กับคนเราได้ เพราะมักจะมีเศษอาหาร หรืออุจจาระ สามารถหลุดรอดเข้าไปในไส้ติ่งได้ง่ายๆ และถ้าค้างอยู่นาน จะทำให้เกิดการเน่าเสีย ไส้ติ่งเกิดการอักเสบ บวมแดง เป็นหนอง เมื่อหนองแตก หรือที่เรียกว่าไส้ติ่งแตก ถ้าได้รับการรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตได้

ส่วน ในคุณแม่ตั้งครรภ์ ก็พบการเกิดไส้ติ่งอักเสบได้ตามปกติ กับตอนที่ไม่ตั้งครรภ์ ดังนั้นต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญและรู้จักสังเกตตัวเอง

อาการของไส้ติ่งอักเสบ

ปกติ ถ้ามีอาการไส้ติ่งอักเสบจะปวดเกร็งบริเวณรอบสะดือ แล้วก็เคลื่อนมาทางด้านขวาของช่องท้อง แต่ในคุณแม่ตั้งครรภ์จะทำการตรวจได้ยากขึ้น เพราะมดลูกที่โตขึ้นจะดันไส้ติ่งให้เลื่อนขึ้นไป ฉะนั้นคุณหมอจะใช้วิธีการตรวจเลือดและปัสสาวะ ซึ่งจะพบว่ามีเม็ดเลือดขาวมาก แต่ด้วยตำแหน่งที่คลาดเคลื่อน และในคุณแม่ตั้งครรภ์ยังมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น นิ่ว กรวยไตอักเสบ รกลอกตัวก่อนกำหนด ทำให้การวินิจฉัยยากมากขึ้น

การรักษาไส้ติ่งอักเสบ

การรักษาคือ การผ่าตัด เพื่อตัดไส้ติ่งที่อักเสบทิ้งไป แต่ถ้าอักเสบจนเกิดเป็นหนอง แล้วหนองแตก จะมีอันตรายมาก เพราะจะติดเชื้อกระจายไปทั่วท้อง ลำไส้ และถ้าเชื้อเข้าสู่หลอดเลือด อาจทำให้เสียชีวิตได้

ดังนั้นไส้ติ่งอักเสบจะไม่น่ากลัวถ้าได้รับการรักษาเนิ่น ๆ แต่ในคนท้องอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบหรือไม่ ค่อนข้างยาก และวิธีการเดียวที่จะบอกได้แน่นอนคือ การผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดระหว่างตั้งครรภ์ ก็ทำได้ยากเช่นเดียวกัน เพราะการดมยาสลบ ทำได้ยากกว่าปกติ เนื่องจากลูกในท้องก็เสี่ยงต่อการได้รับยาสลบ แต่อย่างไรก็ตามถ้าคุณหมอค่อนข้างแน่ใจว่าเกิดการอักเสบของไส้ติ่ง ก็จะทำการผ่าตัดให้ (ถ้าลูกน้อยได้รับการตรวจว่าแข็งแรงพอที่จะออกมาชมโลกได้แล้ว คุณหมอก็จะทำการผ่าตัดลูกน้อย และไส้ติ่งอักเสบพร้อมกันเลย)

สงสัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบ ห้ามละเลย !

ถ้าเป็นไส้ติ่งอักเสบระหว่างตั้งท้องอ่อนๆ อาจทำให้เกิดปัญหาแท้งได้ แต่ถ้าเป็นหลังเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ก็อาจทำให้เจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด

สังเกตการปวดด้วยตัวเอง

สิ่งที่คุณแม่ต้องปฏิบัติคือ การคอยสังเกตตัวเอง ว่ามีอาการปวดด้านขวาหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นที่ท้องน้อย เอง หรือชายโครง อยู่ตำแหน่งเดียวแล้วไม่หาย แม้ว่าจะปวดไม่มาก รวมทั้งมีอาการไข้ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย ต้องรีบไปหาคุณหมอทันที

 ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก motherandcare.in.th

7 วิธี พ่อแม่ป้ายแดง สร้างความผูกพันแนบแน่นกับเบบี๋



นี่ไม่ใช่ผลสำรวจ ผลการศึกษาจากห้องทดลองใดๆ หรือข้อมูลจากตำราหรือคู่มือเลี้ยงลูกเล่ม ใด หากเป็นประสบการณ์ตรงเป็นเวลายาวนานมากว่า 10 ปีของ คุณหมอวิลเลียม เซียร์ส กุมารแพทย์ที่ได้จากการสังเกตและพบปะบรรดาพ่อแม่และลูกน้อยตัวจริง ระหว่างที่มารอตรวจ จนได้พบว่า การเลี้ยงดูลูกวัยทารกนั้นก็มีแนวทางที่จะช่วยส่งเสริมให้ลูกน้อยเติบโตเป็น ผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจ เป็นคนที่มีหัวจิตหัวใจ  แนวทางที่ว่า คือ เลี้ยงดูลูกแบบอิงแอบแนบชิด (Attachment Parenting) ที่จะทำให้พ่อแม่สร้างความผูกพันกับลูกน้อยได้อย่างแนบแน่นกว่าที่เคย มาดูกันว่าเป็นอย่างไร

คุณหมอเซียร์ส อธิบายว่า โดยหลักๆ แล้วการเลี้ยงดูลูกแบบอิงแอบแนบชิด จะเน้นการสัมผัส และตอบสนองความต้องการของลูก ราวกับว่ามีแค่แม่ (และพ่อ) กับลูกน้อยเพียงลำพัง มีเพียงกันและกัน มีโอกาสได้สบตากันและกัน เนื้อแนบเนื้อ ความใกล้ชิดเช่นนี้จะทำให้แม่ (และพ่อ) เข้าใจและตอบสนองความต้องการของลูกได้อย่างรู้ใจ

7 วิธีการต่อไปนี้จะนำไปสู่แนวทางเลี้ยงดูลูกเบบี๋แบบอิงแอบแนบชิดที่คุณหมอเซียร์สแนะนำ

1.     ช่วงสัปดาห์แรกของชีวิตเล็กๆ พ่อแม่ควรให้เวลา “เนื้อแนบเนื้อ” และ “ตาสบตา” กับลูกน้อยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

        พูดง่ายๆ คือ อุ้ม กอด หอมลูกน้อยบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะการสัมผัสลูบไล้ กอดหอม
น้ำเสียงที่พูดคุยหรือฮัมเพลงเห กล่อม และน้ำนมที่ได้ดื่มกิน เหล่านี้คือสิ่งที่ลูกน้อยรับรู้ได้ว่า นั่นคือสัมผัสรักอย่างแน่นแฟ้น คือสายใยที่เชื่อมโยงถักทอดวงใจของแม่ พ่อกับลูกไว้ด้วยกัน (จะว่าไปแล้ว ก็เหมือนกับเนื้อร้องของเพลง อิ่มอุ่น ที่ว่า ให้กายเราใกล้กัน ให้ดวงตา ใกล้ตา ให้ดวงใจเราสองเชื่อมโยงผูกพัน...)

2.     ให้ลูกดื่มนมจากอกแม่ให้มากและนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

         นอกจากลูกน้อยจะได้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ยิ่งตามธรรมชาติแล้ว สัมผัสที่แนบแน่นขณะที่ลูกน้อยดูดนมจากอก แม่ การมองตากันและกัน สัมผัสที่ใกล้ชิดรู้สึกได้แม้กระทั่งลมหายใจของกันและกัน จะทำให้แม่สามารถอ่านสีหน้า และภาษากายของชีวิตน้อยๆ ตรงหน้านี้อย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้น  การ ที่แม่ให้ลูกดื่มนมจากอก ยังส่งผลให้ลูกรับรู้และรู้สึกว่าแม่คือสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและไว้วางใจ ได้ เพราะแม่นี่เองคือคนทำให้ท้องอิ่ม ดูแล ให้ความอบอุ่น เป็นที่พึ่งทุกยามที่ลูกต้องการ

        คุณหมอเซียร์สมีข้อสังเกตว่า “หาก แม้แม่มีปัญหาสุขภาพ หรือไม่เอื้อต่อการให้นมลูกเองได้ แม่หรือพ่อก็ยังใกล้ชิดและสบตากับลูกน้อยได้ด้วยการดื่มนมผสมจากขวด เพราะไม่ว่าจะให้นมแม่จากอก หรือนมผสมจากขวดนม ช่วงเวลาของการให้นมลูกก็เป็นโอกาสทองของการสร้างความผูกพันระหว่างพ่อแม่ และลูกน้อยได้เสมอ


3.     แล้วคุณจะติดใจเป้อุ้มเด็ก

         คุณหมอเซียร์สกล่าวว่า เวลาที่พ่อแม่มือใหม่พาลูกน้อยมาตรวจสุขภาพ หมอมักจะให้คุณพ่อได้ลองใช้เป้อุ้มเด็กโอบอุ้มลูกน้อย แล้วเดินไปเดินมาดู เพราะหมออยากให้พ่อแม่ได้รู้ว่า เป้ อุ้มเด็กช่วยให้พ่อแม่อุ้มลูกติดตัวไปด้วยในลักษณะการโอบอุ้มตัวลูกอยู่ ระหว่างทำโน่นทำนี่ และเคลื่อนไหวไปมาได้อย่างสะดวก ลูกก็ยังคงแนบชิดและมองเห็น สบตากับพ่อแม่ได้ตลอด    แน่ นอนเป้อุ้มเด็กเป็นตัวช่วยอย่างดีให้พ่อได้มีส่วนร่วมในการดูแลลูกแบบอิงแอบ แนบชิดได้อย่างสะดวกขึ้น จนทำให้คุณพ่อมือใหม่ติดใจกันมาแล้วหลายคน

4.    วิทยาลัยกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน แนะนำให้ลูกน้อยวัยทารก นอนร่วมห้องกับแม่ โดยให้แยกที่นอนเป็นสัดส่วน
 
        หรือให้มีที่กั้นไม่ให้แม่เผลอไผลไปนอนเบียดลูกเกินไป หรือทับตัวลูกขณะหลับ การนอนของแม่และเบบี๋ควรให้มีระยะห่างเพียงพอให้แม่สามารถเอื้อมถึงตัวลูก ได้ ซึ่งเป็นลักษณะการนอนที่ทำให้ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย
               
5.     พ่อแม่ควรรับฟังเสียง “ร้องไห้” ของลูกน้อยด้วยความใส่ใจ และคิดเสมอว่าการร้องไห้ของเบบี๋เป็นการ “สื่อสาร”

        เพราะการร้องไห้คือ “ภาษา” ของลูกน้อย เป็นการสื่อสาร ไม่ใช่การเรียกร้อง งอแงของลูก ดังนั้นพ่อแม่จึงควรพยายามทำความเข้าใจว่า ลูกกำลังบอกอะไรกับเรา เช่นว่า หนูหิวแล้ว, แม่ เปลี่ยนผ้าอ้อมให้หน่อย หรือ โอ๋หนูหน่อยนะ ฯลฯ ซึ่งหาก พ่อแม่มีการตอบสนองต่อภาษาและท่าทีที่ลูกสื่อสารออกมา จะทำให้ลูกเกิดความไว้วางใจว่าพ่อแม่เป็นคนที่เข้าใจความต้องการ และให้การดูแลเขาเสมอ และความผูกพันที่เกิดขึ้น จะก่อเกิดเป็นความรู้ใจกัน จนทำให้แค่มองตา เห็นสีหน้า ท่าทางก็เข้าใจ และตอบสนองได้อย่างถูกต้อง จนพ่อแม่จะรู้สึกได้เลยว่า ลูกร้องไห้น้อยลง

6.     การเอาลูกเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่การตามใจลูก
        พ่อแม่มือใหม่หลายคน คงจะเคยได้รับฟังคำแนะนำเรื่องการเลี้ยงลูกจากคนรอบข้าง ด้วยความหวังดีว่า ควรจะ “หัดให้ลูกทำอะไรตามเวลา อย่าตามใจลูก” หรือ “ปล่อยให้ลูกร้องไห้บ้าง ไม่งั้นลูกจะเคยตัว ว่าร้องแล้วพ่อแม่จะตามใจ” ตลอดจน “ร้องแล้วอุ้มแบบนี้ไง ลูกถึงได้ติดอุ้ม” ซึ่งที่จริงแล้ว ความผูกพันใกล้ชิดของพ่อแม่แต่ละราย ควรจะเป็นไปตามรูปแบบของครอบครัว และรูปแบบของการใช้ชีวิตแบบเฉพาะตัว

        คุณหมอเซียร์ส เชื่อว่า การ ที่พ่อแม่ให้ความเอาใจใส่กับความต้องการของลูกด้วยความใกล้ชิด จะส่งผลให้ลูกเป็นคนที่มีความมั่นใจในตนเอง และเป็นตัวของตัวเอง เชื่อใจตัวเอง และรู้จักใส่ใจผู้อื่น 

        ในทางกลับกัน การเลี้ยงลูกอย่างเป็นระเบียบ ตรงตามเวลาเป๊ะๆ หรือเอาจริงเอาจังตามตำรา เกินไป จนกลายเป็นสูตรสำเร็จ โดยไม่ใส่ใจต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับลูก นั้นไม่เกิดผลดีต่อลูกเลย เพราะจะทำให้พ่อแม่ขาดทักษะในการเข้าใจ และรู้ใจลูก ซึ่งจะทำให้ลูกไม่ค่อยไว้เนื้อเชื่อใจ เชื่อมั่นในตัวพ่อแม่เท่าที่ควร เพราะลูกมักจะไม่ได้รับการตอบสนองอย่างถูกต้องจากพ่อแม่อย่างที่ควรจะเป็น

7 . ระวัง!! การเลี้ยงลูกแบบผูกพันจน “ติดหนึบ”

        คุณหมอเซียร์ส เล่าว่า ต้องคอยเตือนภรรยาที่เลี้ยงดูแมทธิว (ลูกชาย) อย่างใกล้ชิดกันมาก ชนิดเรียกได้ว่า ติดแม่จนแม่ ไม่มีเวลากระทั่งไปอาบน้ำได้อย่างสบายใจ ให้ภรรยารู้ตัวว่า สิ่งที่ลูกน้อยต้องการที่สุดคือ แม่ที่มีความสุข และพักผ่อนอย่างเพียงพอ

        “ความพอดี เป็นสิ่งที่ดีที่สุด รวมถึงการเลี้ยงลูกแบบผูกพันใกล้ชิดด้วย พ่อแม่ควรตระหนักเสมอว่า ความสมดุล และความพอดีในการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องสำคัญ การเลี้ยงลูกแบบผูกพัน นัวเนีย ที่อะไรๆก็ลูก อาจส่งผลให้เสียสมดุลอื่นๆในชีวิตไป อย่างเช่น ความต้องการส่วนตัว และชีวิตคู่

        “ความผูกพันใกล้ชิดที่พ่อแม่มีให้ลูก จนเกิดเป็นความรู้ใจนั้น ย่อมจะทำให้ลูกเองก็เข้าใจในท่าที และรู้จักรู้ใจพ่อแม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งที่สุดแล้ว ความผูกพันที่พ่อแม่ลูกมีต่อกันนี้จะถักทอจนทำให้เกิดครอบครัวที่แน่นแฟ้น กันมากขึ้นตามไปด้วย”

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก Real Parenting Magazine

วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2557

เรื่องน่ารู้ มดลูกกับคุณแม่ตั้งครรภ์



เรื่องน่ารู้ “มดลูก” คุณแม่ (Mother&Care)
 
เรื่อง : แม่ออมจัง

ความผิดปกติบางอย่างที่เกี่ยวกับมดลูก อาจส่งผลต่อสุขภาพและการตั้งครรภ์ของคุณแม่ได้ แต่ภาวะความผิดปกติของมดลูกที่เกิดขึ้น ไม่ใช่อาการที่เลวร้ายเสมอไป เพราะทางออกที่ดีก็คือ การรู้ทันปัญหารู้จักดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม เรื่องสุขภาพที่คุณแม่กังวลก็หมดห่วงค่ะ

ตั้งครรภ์นอกมดลูก

โดยธรรมชาติของการตั้งครรภ์ หลังการปฏิสนธิตัวอ่อนจะฝังตัวและเจริญเติบโตในโพรงมดลูก การท้องนอกมดลูก เป็นภาวะผิดปกติการฝังตัวของไข่ภายนอกมดลูก เช่น ที่รังไข่ ที่ปากมดลูกและในช่องท้อง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นที่ท่อนำไข่ สาเหตุของปัญหานั้น มีด้วยกันหลายปัจจัย เช่น

          เคยมีประวัติท้องนอกมดลูก หรือมีการติดเชื้อที่ท่อนำไข่และอุ้งเชิงกราน ก็มีโอกาสทำให้ท่อนำไข่อุดตัน

          มีแผลเป็นหรือพังผืดดึงรั้งในช่องท้องกับรังไข่และท่อนำไข่ จากการเป็นโรคเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญนอกโพรงมดลูก

          ปฏิกิริยาจากแผลเป็นในการผ่าตัด หรือการอักเสบในอุ้งเชิงกราน ทำให้การเคลื่อนตัวของตัวอ่อนไม่สะดวก

          การใช้ยาบางชนิด เช่น ยากระตุ้นการตกไข่ หรือยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน

อาการผิดปกติ

มีประวัติขาดประจำเดือน มีอาการปวดท้อง มีเลือดออกทางช่องคลอด จะปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีการจับบริเวณนั้น ๆ เช่น การไอหรือขับถ่าย บางรายอาจมีมูกปนเลือดสีน้ำตาลออกทางช่องคลอด ตามด้วยอาการปวดท้องติดต่อกันหลายวันหรือหลายสัปดาห์ หรือมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ปวดไหล่ ปวดก้น เป็นต้น

การดูแลตัวเอง

โดยเบื้องต้น ก็คือการสังเกตร่างกายอาการผิดปกติต่าง ๆ ของคุณแม่ หากไม่มั่นใจกับอาการสิ่งที่เกิดขึ้น ควรปรึกษาคุณหมอ

รกเกาะต่ำ

ภาวะ รกต่ำ คือการเกาะของรกที่เกาะต่ำลงจากปกติ เช่น เกาะต่ำลงมาถึงปากช่องคลอด ทำให้เกิดปัญหาเลือดออกที่ปากช่องคลอด และหากรกต่ำมากอาจทำให้เกิดอาการตกเลือดได้ สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะรกต่ำ มีหลายเหตุผลต่อไปนี้ค่ะ

การคลอดบุตรหลายครั้ง
          เคยขูดมดลูก เคยผ่าตัดที่มดลูก หรือมดลูกอักเสบ
          คุณแม่อายุมาก (คุณภาพมดลูกอาจไม่ดีเท่ากับช่วงวัยสืบพันธุ์) และคุณแม่ตั้งครรภ์แฝด

อาการผิดปกติ

มีเลือดออกทางช่องคลอด (ช่วงใกล้คลอด) เนื่องจากมดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก ปากมดลูกและส่วนล่างของมดลูกเริ่มมีการยืดขยายมากขึ้น รกที่เคยเกาะแน่นมีรอยปริเกิดขึ้นจากการยืดขยาย ทำให้เลือดออกบริเวณที่รกเกาะ แล้วไหลผ่านปากมดลูกลงมาในช่องคลอดโดยไม่มีอาการเจ็บท้องร่วมด้วย

การดูแลตัวเอง

เนื่อง จากภาวะรกต่ำ คุณแม่จะรู้ได้โดยการอัลตราซาวด์ ดังนั้น หากตรวจพบแล้ว คุณแม่ควรระวังตัวเอง ไม่ทำกิจกรรมใด ๆ ที่จะกระทบกระเทือนต่อรกในครรภ์ เช่น การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างรวดเร็ว ออกกำลังกายแบบหักโหมหรือมีเพศสัมพันธ์ เพราะอาจกระทบกระเทือนทำให้มดลูกบีบรัดตัวมากขึ้นมีโอกาสที่คุณแม่จะคลอด ก่อนกำหนดได้ง่ายนั่นเองค่ะ

มดลูกอักเสบ

เกิดจากการติดเชื้อ โดยมีสาเหตุหลัก ๆ คือติดต่อทางเพศสัมพันธ์, การติดเชื้อช่วงหลังคลอด ที่เป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ในช่องคลอด หรือระหว่างการคลอด คุณแม่มีภาวะบางอย่างเช่น โลหิตจาง, ภาวะถุงน้ำแตกรั่วอยู่นาน, คลอดยาก, การบาดเจ็บ, ภาวะตกเลือดหลังคลอด, เศษรกค้าง, ภาวะครรภ์เป็นพิษ ก็มีส่วนกระตุ้นให้เชื้อเหล่านี้เจริญเติบโต กลายเป็นเชื้อร้าย รวมถึงการทำแท้ง ก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้มดลูกอักเสบ

อาการผิดปกติ

มัก มีไข้ หนาวสั่น ปวดบริเวณท้องน้อย หรือมีอาการก่อนและหลังที่เป็นประจำเดือน โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอดจะพบว่า น้ำคาวปลามีลักษณะสีและกลิ่นที่ผิดปกติ

การดูแลตัวเอง

ถ้าสังเกตว่า คุณแม่มีอาการเหล่านี้หรือไม่แน่ใจกับอาการที่เป็น ควรขอคำแนะนำหรือรีบพบคุณหมอ เพื่อตรวจภายใน ดูแลและรักษาอาการ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก motherandcare.in.th

เลือกยกกระชับเต้าสวย ด้วยเสื้อชั้นในแม่ท้อง

เต้านมที่ขยาย มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ถ้าไม่ได้รับการโอบอุ้มด้วยเสื้อชั้นในที่เหมาะสม เนื้อ เยื่อโครงสร้างจะถูกน้ำหนักเต้านมดึงถ่วงลงตามแรงดึงดูดของโลก ทําให้เสียทรง หย่อนคล้อย ไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับเข้าสู่สภาพเดิมได้ จึงควรเปลี่ยนเสื้อชั้นในตั้งแต่อายุครรภ์ 10-12 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อพยุงเต้านมที่หย่อนคล้อยตัวให้กระชับ ลดการแกว่งตัวขณะเคลื่อนไหว ทําให้ลดความไม่สบายตัวและการเจ็บที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของเต้านมได้


- ขนาดเต้านมที่เปลี่ยนแปลงนี้ ต้องเปลี่ยนเสื้อชั้นในให้เหมาะสม กับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปด้วยค่ะ โดยเลือกเสื้อชั้นในที่ตัดเย็บสําหรับแม่ตั้งครรภ์ ขนาดกระชับ รับน้ำหนักเต้านมที่โตและหนักขึ้นได้ 
 
- โครงสร้างเป็นรูปกระเช้า กระจาย การรับน้ำหนักได้ทั่ว มีสายบ่ากว้าง เพื่อกระจายน้ำหนักลงบนไหล่ได้ดี โดยลองสวมดูว่าสายกดรัดไหม ถ้ามีหน้าอกใหญ่ไม่ควรเลือกสายเล็ก เพราะมีการกดทับบริเวณ ไหล่จนปวดหลังได้
 
- ใส่แล้วสบายตัว ไม่คับรัดแน่น ไม่ระคายเคืองบริเวณหัวนม ทําจากผ้าฝ้ายที่ระบายอากาศได้ดี มีตะขอหลังปรับได้หลายระดับตามความเหมาะสม เพราะเต้านมจะโตขึ้นมากที่สุดช่วงท้ายๆ
 
เนื้อเต้านมไม่ถูกกดทับ แนวเสื้อรอบตัวราบเสมอกัน ไม่ถูกรั้งสูง ทรงเก็บเต้าได้หมด เนื้อไม่ล้นมาด้านข้าง บน ล่าง โครงพอดีกับฐานเสื้อ ถ้าใหญ่หรือเล็กไป อาจทําให้เจ็บ ด้านบนของเสื้อควรราบไปกับเนื้อเต้านมเมื่อสวม
 
-  ถ้ามีหน้าอกเล็กไม่สวมเสื้อชั้น ในนอน เพราะจะยิ่งดึงให้หน้าอก แบนขึ้น ถ้ามีหน้าอกใหญ่ควรใส่เสื้อชั้นในนอน จะช่วยประคองทรง แต่ไม่ควรใส่แบบมีโครง เพื่อช่วยให้คุณแม่สบายตัว และไม่รัดจนเกินไป
 
- วัดขนาดทุกครั้งที่ซื้อ ไม่ใช้ขนาดเสื้อชั้นในตัวเดิม ไม่สวมเสื้อขณะวัดเพื่อได้ขนาดที่แท้จริง โดยวัด 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้สายวัดพาดผ่านหัวนมทั้ง 2 ข้างไล่ไปถึงด้านหลัง ครั้งที่ 2 วัดใต้ฐานหน้าอกเพื่อวัดขนาดรอบตัว
 
- หากวัดขนาดจนได้เสื้อชั้นในที่เหมาะสม ต้องลองติดตะขอในตําแหน่งที่เหมาะสม เพื่อความยืดหยุ่นของขนาดเต้านม
 
- ถ้าจะซื้อในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ ควรเลือกแบบเปิดฝาทางด้านหน้า เผื่อไว้ใช้ให้นมลูกหลังคลอด
 
- หลังคลอดควรสวมพร้อมแผ่นซับน้ำนม เพื่อช่วยไม่ให้น้ำนมไหลเลอะขณะหลับ และป้องกันหัวนมแตกด้วย 
 
 
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก motherandcare.in.th

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

ทำไมคนเราชอบฟังเพลงเศร้า



เพลงเศร้าไม่ได้แปลว่าจะทำให้ผู้ฟังต้องเศร้าตามด้วยในชีวิตจริง เพราะผลการวิจัยบอกว่าเพลงเศร้านี่แหละที่จะช่วยให้ผู้ฟังอารมณ์ดีขึ้น และนั่นคือสาเหตุที่คนชอบฟังเพลงเศร้ามาโดยตลอด

นักวิจัยจาก Tokyo University of the Arts และ RIKEN Brain Science Institute ของญี่ปุ่น เผยผลการทดลองว่า เพลงเศร้าจะไปกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ที่ขัดแย้งขึ้น เนื่องจากผู้ฟังมีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่าเพลงเศร้านั้นโศกเศร้า ไม่โรแมนติก และไม่สนุกสนาน เท่ากับชีวิตจริงของตัวเอง ซึ่งก็หมายความว่าโดยทั่วไปแล้วเพลงเศร้าจะไปช่วยลดระดับความเศร้าของผู้ฟัง ลง และการรู้สึกเศร้าไปกับเพลงนั้นดีกว่าความรู้สึกเศร้าในชีวิตจริง เนื่องจากการฟังเพลงก็เหมือนการเสพงานศิลปะ ที่ไม่ส่งผลเสียต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งนักวิจัยก็เชื่อว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ช่วยให้เรารับมือกับรู้สึกแย่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้ดีขึ้นด้วย

 ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก voiceTV

อันตราย กินวิตามินมากตายเร็ว!


การกินวิตามินกำลังกลายเป็นเทรนด์ฮิตทั้งในไทยและในต่างประเทศ เดี๋ยวนี้ไปทางไหนก็มีแต่คนกินวิตามินกันเป็นกำๆ โดยไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกประหลาด มีทั้งวิตามินช่วยเรื่องสุขภาพแข็ง แรง เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ป้องกันโรคมะเร็ง ไขมัน ความดันต่างๆ ไปจนถึงวิตามินประเภทสวยๆงามๆ ที่ไม่รู้ว่าได้ผลจริงหรือไม่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการกินวิตามินมากเกินไป นอกจากจะเปลืองเงิน และไม่ได้ช่วยให้คุณสุขภาพดีขึ้นตามที่โฆษณา ยังทำให้คนตายเร็วขึ้นอีกด้วย


สำนัก ข่าวบีบีซีของอังกฤษ ตีแผ่วัฒนธรรมการกินวิตามินพร่ำเพรื่อที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเปิดเผยผลวิจัยของนักวิทยาศาสตร์หลายคน ที่พบว่าการกินวิตามินเอ เบตาแคโรทีน และวิตามินอี รวมถึงสารแอนติออกซิแดนท์ต่างๆ มากเกินไปในระยะเวลานานๆ นอกจากจะไม่ได้ส่งผลให้สุขภาพแข็งแรงและป้องกันโรคแล้ว ยังส่งผลให้เกิดโรคหลายอย่าง และทำให้คนเราตายเร็วขึ้น


วิตามินเอที่มากเกินไป หรือเกิน 3,000 ไมโครกรัมต่อวันในผู้ใหญ่ เคยทำให้คนตายมาแล้ว ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เคยมีนักสำรวจขั้วโลกที่เสียชีวิตจากการกินตับสุนัขลากเลื่อน ทำให้มีการค้นพบว่าตับสุนัขมีวิตามินเอสูงมาก และการกินตับสุนัข 100 กรัม ก็สามารถฆ่าคนได้ หรือถ้าได้รับวิตามินเอมากเกินไป แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นเสียชีวิต ก็จะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ผมร่วง ปากแห้งผิวแห้ง ผิวลอกเป็นชั้นๆ ได้ และสำหรับนักสูบบุหรี่ วิตามินเอก็ทำให้คุณเป็นมะเร็งปอดได้ง่ายขึ้น


ส่วนซิงก์ ที่ หนุ่มๆสาวๆ ชอบกินเพื่อแก้อาหารผมร่วง หรือช่วยรักษาสิว หากกินมากเกินไป คือตั้งแต่ 100-150 มิลลิกรัม และกินติดต่อกันนานๆ จะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้มีภูมิต้านทานต่ำลง และถ้ากินมากถึง 200 มิลลิกรัมขึ้นไป อาจทำให้ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย และเป็นโรคโลหิตจางได้


วิตามินรวมหลายๆ ชนิดแบบเบ็ดเสร็จในเม็ดเดียว ที่มักมาแบบสูตรสำเร็จ ในรูปของวิตามินบำรุงผม บำรุงสมอง หรือบำรุงสายตา ก็อันตรายมากเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากคุณจะคำนวณได้ยากว่าตกแล้วกินวิตามินอะไรเข้าไปเท่าไหร่กันแน่ และที่กินเข้าไปนั้นมากเกินขนาดหรือไม่ วิตามินหลายชนิดยังขัดขวางการดูดซึมของกันและกัน เช่นแคลเซียม จะขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กขัดขวางการดูดซึมทองแดง ทำให้การโด๊ปวิตามินตัวหนึ่ง อาจทำให้คุณขาดวิตามินอีกชนิดอย่างแรงได้


ทั้งหมดนี้ไม่ได้ความว่าวิตามินเป็นสิ่งชั่วร้ายหรือไม่จำเป็น แต่เรียกว่าต้องยึดหลักทางสายกลาง และกินเท่าที่จำเป็น แพทย์แนะนำว่าผู้ที่ควรได้รับวิตามินเสริม คือหญิงตั้งครรภ์ ที่ต้องได้รับโฟลิกและวิตามินดีเพิ่ม คนอายุ 65 ปี และเด็กวัย 6 เดือน- 5 ปี และคนที่ไม่ค่อยได้โดนแดด ควรได้รับวิตามินดี และสุดท้าย เด็ก 6 เดือน - 5 ปีทุกคนควรได้รับวิตามินเอ ซี และดีเสริม โดยเฉพาะเด็กที่ไม่สามารถกินอาหารที่หลากหลายได้

 ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก สนุกดอทคอม

วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557

ช็อกโกแลต กับการออกกำลังกาย




นอกจากช็อกโกแลตจะ อร่อยและเป็นที่ชื่นชอบของหลายๆคน และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระแล้ว ก็ยังมีประโยชน์ที่คาดไม่ถึงอย่างการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย อีกด้วย
นักวิจัยที่ University of California ใน San Diego และสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ได้ทำการทดสอบเรื่องประโยชน์ของช็อกโกแลตต่อการออกกำลังกาย โดยทดสอบในหนู พบว่าสารตัวหนึ่งในโกโก้หรือที่ทีชื่อว่าสารเฟนิลเอธิลอะมีนนั้น มีคุณสมบัติคล้ายๆ แอมเฟตะมีน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นให้สารเคมีในสมองประเภทสารสื่อประสาทมีการทำงานมากขึ้น ทำให้ร่างกายเกิดอาการตื่นตัว มีสมาธิมากขึ้นและกระฉับกระเฉงขึ้นด้วย

ในด้านประสิทธิภาพของช็อกโกแลตที่มีผลต่อการออกกำลังกายนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการได้กล่าวว่าร่างกายของคนเราหลังจากออกกำลังกายจะ ต้องการการฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่อ่อนล้า ซึ่งหมายถึงร่างกายต้องการกรดอะมิโนและโปรตีนเพื่อเข้าไปซ่อมแซมกล้าม เนื้อที่สึกหรอ และคาร์โบไฮเดรตเพื่อสะสมไกลโคเจนในกล้ามเนื้อหลังจากสูญเสียไปในการออก กำลังกายและช็อกโกแลตนี่เองจะตอบโจทย์ความต้องการของร่างกายหลังออกกำลังกาย นี้ได้ เพราะจะช่วยให้ร่างกายได้รับทั้งคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน ยิ่งถ้าเป็นนมช็อกโกแลตก็จะยิ่งดีมากเพราะจะได้น้ำและแคลเซียมไปด้วย นอกจากนั้นสารบางตัวในโกโก้ที่เป็นวัตถุดิบหลักของช็อกโกแลตนั้นยังจะช่วยใน การผ่อนคลายและหายเครียดจากการออกกำลังกายได้อีกด้วย


ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับปริมาณช็อกโกแลตที่กินเข้าไปด้วย เช่นกัน เพราะเป็นอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลในปริมาณมาก อาจจะทำให้อ้วนและเสียสุขภาพไปได้ถ้าบริโภคในปริมาณที่มากเกินความพอดี
 


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก AFP Relax News

ผักพื้นบ้านไทยต้านมะเร็งได้



อาหารคือยาแขนงหนึ่งที่ช่วยบำรุงร่างกาย ผักพื้นบ้านของไทยหลายชนิดมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง หากทานเป็นประจำจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสุขภาพร่างกายได้ อาทิ ผักกะหล่ำ เห็ด มะละกอ เป็นต้น

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ จัดทำอินโฟกราฟฟิก แนะนำผักพื้นบ้านไทยที่มีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง หากนำมาทานเป็นประจำจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้



เห็ด มีสรรพคุณ เพิ่มภูมิคุ้มกันลดเซลล์มะเร็ง
กระเทียม มีสรรพคุณ ยับยั้งการเติบโตของมะเร็งในกระเพาะอาหาร
ผักจำพวกกะหล่ำ มีสรรพคุณ ช่วยต้านมะเร็งต่อมลูกหมากและอื่นๆ
ถั่ว มีสรรพคุณ ลดการเกิดมะเร็งที่ต่อมลูกหมาย
ขิง มีสรรพคุณ ช่วยป้องกันมะเร็ง
มะเดื่อหวาน มีสรรพคุณ ฆ่าแบคทีเรียและทำให้เซลล์มะเร็งลดลง
ขมิ้นชัน มีสรรพคุณ ป้องกันมะเร็งลำไส้, ลำไส้ใหญ่
พริก มีสรรพคุณ ลดการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
มะละกอ มีสรรพคุณ ยับยั้งการเกิดมะเร็งปากมดลูก


ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ